ในภาพรวมของเทคโนโลยีทั้งหมด
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความจำเป็นและเพิ่มความสำคัญเป็นลำดับมากขึ้นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์แม้ว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเอื้ออำนวยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายและอายุยืนนานขึ้น หากการการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ โดยมิได้พิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบและกว้างไกลแล้ว ย่อมเกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมและสมดุลทางธรรมชาติอย่างมหันต์ เมื่อมองไปข้างหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรช่วยเตรียมให้มนุษย์มีความพร้อมที่จะเผชิญกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ข้อที่พึงตระหนัก คือ การดำรงชีวิตของมนุษย์มิใช่เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากธรรมชาติ หรือการทำตนอยู่เหนือธรรมชาติ หากแต่มนุษย์ต้องเรียนรู้ธรรมชาติที่จะดำรงชีวิตอย่างสันติร่วมกับผู้อื่น กับสังคมวัฒนธรรม และกับธรรมชาติ
ดังนั้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน จะต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการทางด้านความรู้ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้บุคคลในสังคม รู้จักวิธีการคิดอย่างมีเหตุผล มีวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีระบบ อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญาซึ่งวิธีการคิดนั้นเป็นวิธีเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ในการใช้เทคโนโลยีสามารถที่จะก่อให้เกิดผลกระทบได้ทั้งด้านที่มีประโยชน์และด้านที่เป็นผลเสีย
1. ด้านที่เป็นประโยชน์ ผลของการใช้เทคโนโลยีได้ทำให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อันมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากมาย เช่น อุปกรณ์สำหรับใช้ในการตรวจและรักษาโรค โทรเลข โทรศัพท์ อุปกรณ์การสื่อสารต่าง ๆ การค้นพบคอมพิวเตอร์และการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการปฏิบัติงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางด้านการแพทย์ การสำรวจ การประมง การควบคุมอากาศยานและยานพาหนะ การใช้คอมพิวเตอร์ ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในสถานประกอบการอุตสาหกรรมและการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศน์ (Information system) การพัฒนาระบบการชลประทานและการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก การผลิตปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพ การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ การทำประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิตและการถนอมอาหาร และการใช้เทคโนโลยีในการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนุ่มห่ม
2. ด้านความเสียหายหรือสูญเสีย
2.1 การเกิดสภาพการเน่าเสียของน้ำ
2.2 การเกิดปัญหาขยะและสิ่งปฏิกูล
- กลิ่นเน่าเหม็น
- เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและพาหะนำเชื้อโรค
- เกิดสภาพที่ไม่น่าดูและไม่พึงปรารถนา
- เป็นแหล่งสะสมสารพิษ
2.3 การเกิดปัญหาการแพร่กระจายของสารเคมีที่เป็นสารพิษ
2.4 การเกิดปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อโรคและพาหะนำโรค
2.5 การเกิดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บความพิการหรือมีสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอของประชากร
- ความเครียด
- เสียงที่ดังเกินไป
- ความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
- การแพร่ระบาดของโรค
- การได้รับสารพิษ
2.6 การเกิดปัญหาการลดลงของทรัพยากรต่างๆ
- การลดลงของทรัพยากรป่าไม้
- การลดลงของทรัพยากรป่าชายเลน
- การลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำ
การป้องกันและแก้ไขปัญหา
การป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเทคโนโลยีเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากและได้หลาย ๆ ครั้ง การแก้ไขปัญหาจะต้องมีการประยุกต์ให้มีความเหมาะสมกับแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องมีวิธีการที่แตกต่างกันไป เช่น
1. การทำให้รู้จักคุณค่า และมีปริมาณจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2. การรู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
3. การรู้จักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น การเลือกดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพยายามหาวิธีการเพิ่มผลกระทบด้านที่เป็นประโยชน์ การพยายามเลือกใช้วิธีการที่ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านความเสียหาย
4. การควบคุม การเสนอแนะ และการชักชวน เป็นการดำเนินงานโดยหน่วยงานของรัฐบาล องค์การ บริษัท นักวิชาการและบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น
- การควบคุม อาจเกิดจาก กฎหมาย ระเบียบ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
- การเสนอแนะ เป็นการเสนอแนะข้อเสนอต่างๆ เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบของเทคโนโลยี เช่น ตามอนุกรม ISO 14000 อนุกรม ISO18000 และอนุกรม ISO 9000
- การชักชวน เช่น การเผยแพร่ความรู้
5. การเผยแพร่ความรู้ เป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบของเทคโนโลยีโดยทั่วไป และการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบของเทคโนโลยี
6. การศึกษา วิจัย ค้นคว้า และทดลอง เป็นการดำเนินงานเพื่อให้ได้รับความรู้สำหรับนำมาใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ เช่น การศึกษาและวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานปริมาณของอินทรีย์สารในน้ำทิ้ง ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดสภาพการเน่าเสียของน้ำขึ้น
7. การวางแผน การจัดการ และการประสานงานในการดำเนินงาน เป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับการวางแผน การจัดการ และการประสานงานในการดำเนินงาน เนื่องจากการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวนี้มีหน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมผู้ปฏิบัติงาน ผู้ที่ทำการศึกษา วิจัย ตลอดจนนักวิชาการ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่อมนุษย์และสังคม
บทบาทของเทคโนโลยีการสื่อสารยุคใหม่ คือ การดำเนินธุรกิจ การศึกษา การปกครอง การเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศ ความมั่นคงของประเทศ วัฒนธรรม การพิมพ์และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โลกส่วนตัว
ผลกระทบ
1.ผลกระทบด้านกฎหมาย ศีลธรรมและจริยธรรม
- อาชญากรรมบนอินเตอร์เนต
- การพนันบนเครือข่าย
- การแพร่ภาพอนาจารย์บนเครือข่าย
2 ผลกระทบทางบวกและทางลบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
มีการใช้งานเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง กลายเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือยุคข้อมูลข่าวสาร ก่อให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์ชาติอย่างมหาศาล นั้นหมายถึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล องค์กร หรือสังคม ทั้งนี้สามารถจำแนกผลกระทบทั้งทางบวกปละทางลบของการใช้สารสนเทศได้
นาโนเทคโนโลยี
" นาโนฯ ไม่ใช่มีแต่ข้อดีในเรื่องประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมว่าผลิตภัณฑ์นาโนฯ บางชนิดต้องใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นข้อเสีย แต่กรรมวิธีการผลิตนั้นจะต้องมีการควบคุมป้องกันสารเคมีตกค้างเข้าสู่ร่างกาย ในต่างประเทศมีการทำวิจัยเรื่องนี้แล้ว แต่ยังไม่มีรายงานชัดเจนว่า อุตสาหกรรมนาโนฯ มีผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไรหรือไม่"
นอกจากนี้หากมองในด้านมืด ถ้ามีคนสามารถสร้างนาโนฯ เป็นอาวุธทำลายล้าง ที่ไม่ใช่ระเบิด แต่เป็นการเจาะจงทำลายหรือสร้างหุ่นยนต์สังหาร ตามล่าเป้าหมายที่สามารถระบุ รูปพรรณสัณฐานได้ จะเกิดอะไรขึ้น
อีกอย่างที่น่าคิดคือ นาโนฯ ในระดับอุตสาหกรรม บางทีการที่มันเล็กมากก็มีโอกาสปนเปื้อนไปกับน้ำเข้าตัวคนได้ ร่างกายอาจไม่รู้วิธีกำจัดมันเพราะมันเล็กมาก... จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรียนรู้เรื่องนี้ เพื่อจะได้คิดหาวิธีควบคุมและป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อไป
" นาโนฯ เป็นโอกาสที่จะทำให้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังมีประเด็นให้คิดพิจารณาอีกมาก ว่าชีวิตแบบไหนล่ะที่เราต้องการ และเป็นที่แน่นอนว่าไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นต่อไปจะต้องเปลี่ยนไป อีกทั้งเรื่องนาโนฯ จะถูกบรรจุไว้ในการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยในอนาคต”
เทคโนโลยีชีวภาพ
บทบาทของเทคโนโลยีชีวภาพ
1. ด้านการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการแพทย์และการสาธารณสุข ที่สำคัญและเห็นได้ชัดมี 3 ด้านด้วยกันคือ
1.1 การผลิตยา สารปฏิชีวนะเป็นผลผลิตตัวแรกที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตเชิงอุตสาหกรรม
1.2 การผลิตวัคซีน ต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยทำการตัดต่อยีนส์ที่ใช้ในการผลิตแอนติเจนเอาไปเป็นต้นแบบในการผลิตวัคซีน 1.3 การผลิตสารวินิจฉัยโรค เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการสร้างแอนติบอดีที่มีความจำเพาะสูงกับแอนติเจน ได้แก่ โมโนโคลนัล แอนติบอดี้ ซึ่งในในการตรวจวินิจฉัยโรค เช่น โมโนโคลนัลแอนติบอดี้ ซึ่งใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งบางชนิด โรคติดเชื้อและโรคหัวใจบางชนิด
1.4 การตรวจวินิจฉัยทางด้านอาชญวิทยา เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการตรวจวินิจฉัยทางด้านอาชญวิทยา หรือนิติเวชวิทยา ซึ่งอาจกระทำได้โดยวิธีการที่เรียกว่า “รอยพิมพ์ DNA”
2. ด้านการเกษตร
2.1 ด้านการจัดการสาขาพืช ซึ่งได้นำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ 4 ทางด้วยกัน คือ
1) การปรับปรุงพันธุ์ เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อให้ได้ลักษณะพืชตามต้องการ เช่น ความต้านทานโรค ให้ผลผลิตมากขึ้น กระบวนการที่ใช้ คือ พันธุวิศวกรรมและการผสมระหว่างเซล
2) การขยายพันธ์ ได้นำเอาวิธีการทางเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยในการขยายพันธ์ ได้แก่ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การผลิตเมล็ดพืชเทียม
3) การอารักขาพืช เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อช่วยให้พืชพันธุ์ที่ปลูกมีการเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีและมีความสมบูรณ์แข็งแรง เช่น การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี ซึ่งเป็นการใช้แบคทีเรียกำจัดหนอนใบผัก
4) การแปรรูปผลผลิตและของเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การแปรรูปจากมันสำปะหลังให้เป็นแอลกอฮอล์
2.2 ด้านการจัดการสัตว์ เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในมาใช้ 4 ทาง คือ
1) การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อให้ได้ลักษณะสัตว์ตามต้องการ ซึ่งใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ เช่น เทคนิคทางพันธุ์วิศวกรรม การผสมเทียม การฝากถ่ายตัวอ่อน
2) การขยายพันธ์ ได้นำเอาวิธีการทางเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยในการขยายพันธ์ ได้แก่ การผสมเทียม การฝากถ่ายตัวอ่อน การสร้างและปรับปรุงสถานที่ให้มีความเหมาะสมกับการผสมพันธุ์ วางไข่และเลี้ยงลูกอ่อน การสร้างและปรับปรุงเครื่องฟักไข่
3) การอารักขาสัตว์ เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อให้สัตว์ที่เลี้ยงมีการเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีและมีความสมบูรณ์แข็งแรง เช่น การผลิตวัคซีน การผลิตโปรตีน การผลิตยา การผลิตอาหารหลัก การควบคุมศัตรูของสัตว์
4) การแปรรูปผลผลิตและของเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น นมสดนำมาใช้ทำเป็นนมผง นมกล่อง เนื้อและปลานำมาใช้ทำเป็ฯเนื้อและปลาเค็ม หมู เนื้อ และไก่ นำมาใช้ทำ เป็นไส้กรอก เป็นต้น
3. ด้านอุตสาหกรรม
ผลผลิตจากอุตสาหกรรมจำนวนมากได้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตและการบำบัดมลสาร ซึ่งอาจดำเนินงานได้โดยการใช้เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ - การพัฒนาพันธุ์พืช เป็นการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในด้านอุตสาหกรรม เช่น การผสมระหว่างเซลของยีสต์ 2 สายพันธุ์ด้วยกัน การผลิตไม้ดอกที่มีดอก สี ลักษณะของดอกแปลก ดอกสามารถบานคงทนอยู่ได้นาน
- การพัฒนาพันธุ์สัตว์ เป็นการพัฒนาพันธุ์สัตว์เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในด้านอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงสัตว์พันธ์เนื้อให้มีเนื้อมากและคุณภาพของเนื้อที่ดีขึ้น - การพัฒนาอุตสาหกรรมหมัก เช่น การผลิตอาหาร การผลิตสารปฏิชีวนะ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์
4. ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น ทำให้มีขยะและของเสียปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงต้องมีการพัฒนาหาจุลินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายของเสียเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความรู้ทางด้านวิศวกรรมมาช่วยพัฒนากระบวนการกำจัดของเสีย เช่น การออกแบบบ่อ และเครื่องมือที่ใช้ในการสลายตัวของออกซิเจน
อิทธิพลและผลกระทบที่มีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ
ปัจจัยหลายประการที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น
1. ประชากรเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ เช่น ความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ของเสียและสิ่งปฏิกูลมีปริมาณมากขึ้น
2. ด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดผลกระทบเช่น การแข่งขันผลิตสินค้าและบริการ บุคคลมีความต้องการความสะดวกสลายและความปลอดภัยเพิ่มขึ้นคู่แข่งของเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แก่ เทคนิคการสังเคราะห์สารเคมีต่าง ๆ นอกจากนี้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ เช่น พันธุวิศวกรรมเป็นวิธีการที่มนุษย์เข้าไปมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านนี้ควรที่จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ทำให้ยีนส์ที่ถูกทำขึ้นมาใหม่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมและถูกนำมาใช้ในทางที่จะทำให้สังคมของมนุษยชาติไดรับความเดือดร้อน
ผลกระทบที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิต มีทั้งหมด 3 ด้าน
1. ด้านสังคม ทำให้ขาดความตระหนักในการใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้องและมีผลกระทบต่อชุมชน
2. ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดมลภาวะต่างๆแก่สิ่งแวดล้อม
3. ด้านเศรษฐกิจ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการควบคุมการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสูง ซึ่งต้องจำเป็นต้องจ้างนักวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ
มาควบคุมการผลิต
เทคโนโลยีทางจีโนม
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
GMO เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสืบพันธ์ และแพร่พันธุ์ต่อไปได้ ดังนั้นหากปล่อยจีเอ็มโอออกสู่สิ่งแวดล้อม แล้วมีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นจะไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อีกเลย
- พืช GMO อาจกลายเป็น "พืชพิเศษ" ที่สามารถต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตได้เหนือกว่าพืชธรรมชาติ และสามารถ ทำลาย พืชธรรมชาติและระบบนิเวศน์
- การวิจัยพบว่า พืช GMO บางชนิดสร้างขึ้นเพื่อผลิตยาฆ่าแมลงได้ด้วยตัวเองนั้น มีอันตราย ต่อตัวอ่อน ของผีเสื้อโมนาร์ค แมลงเต่าทอง ทั้งยังมีผลกระทบต่อแมลงที่มีประโยชน์อีกมากมาย นอกจากนี้เกสรของพืช GMO บางชนิดที่ผลิตสารฆ่าแมลงได้ด้วยตัวเอง ยังเป็นอันตรายกับผึ้ง ซึ่งเป็นสัตว์ ที่มีประโยชน์ ตามธรรมชาติ
- จนกระทั่งถึงตอนนี้ พบว่าสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมส่วนมากที่เพาะปลูกกันอยู่ ต้องใช้ควบคู่ กับ ยากำจัดวัชพืช ที่มีพลังสูง ซึ่งมันหมายถึงว่า เมื่อไรที่เกษตรกรปลูกถั่วเหลือง GMO ที่ทนทานต่อยาฆ่าหญ้า ราวด์อัพเร็ดดี้ เกษตรกรก็ต้องฉีดยาฆ่าแมลงราวด์อัพเร็ดดี้
ถั่วเหลือง GMO นั้นจะทนทานและมีชีวิตอยู่ แต่ว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่อยู่บริเวณนั้นจะตาย เท่ากับว่า เป็นการทำลาย แหล่งอาหารของแมลงและสัตว์อีกมากมายที่อาศัยพืชเหล่านั้นในการดำรงชีวิต และเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือข้อมูลทางการแพทย์ ที่บ่งชี้ว่าการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นจีเอ็มโอ จะทำให้พันธุกรรมของมนุษย์เปลี่ยนเนื่องจากในความเป็นจริงเมื่อมนุษย์บริโภคอาหารที่มีจีเอ็มโอ ส่วนประกอบทั้งหมดในอาหารจะถูกย่อยสลายโดยระบบย่อยอาหารของมนุษย์เช่นเดียวกับอาหารที่ไม่มีจีเอ็มโอ สำหรับในประเทศไทยเราก็มีหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยเกี่ยวกับผลผลิตอาหารจากจีเอ็มโอนั่นก็คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีมาตรการความปลอดภัยของอาหารทุกชนิด รวมถึงอาหารจีเอ็มโอ โดยมาตรการความปลอดภัยคืออาหารที่มีจีเอ็มโอเป็นส่วนประกอบจะต้องผ่านการพิจารณาประเมินความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยผู้เชี่ยวชาญก่อน จึงสามารถจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ นอกจากนี้ อย. ยังได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่251) พ.ศ. 2545 เรื่องการแสดงฉลากอาหารที่ได้จากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรมหรือพันธุวิศวกรรมเพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค ส่วนหน่วยงานในประเทศไทยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบจีเอ็มโอในผลิตภัณฑ์อาหารได้แก่ห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยี ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสถาบันอาหาร
การพิจารณาว่าจีเอ็มโอปลอดภัยต่อผู้บริโภคและ/หรือสิ่งแวดล้อมหรือไม่นั้น จะต้องผ่านการทดสอบหลายด้านเพื่อให้ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความหลากหลายทางพันธุกรรม และมีบทบาทในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันไป
และก่อนที่ผู้ผลิตรายใดจะนำจีเอ็มโอ หรือผลผลิตจากจีเอ็มโอแต่ละชนิดออกไปสู่ผู้บริโภคได้นั้น จะต้องได้รับการประเมินความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกันที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ดังนั้นจึงถือได้ว่าผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอทุกชนิด ทั้งที่นำมาบริโภคเป็นอาหาร หรือนำมาปลูกเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ มีความปลอดภัย
ผลกระทบต่อมนุษย์ สังคมและธรรมชาติ
ข้อใหญ่ๆ คือ ความปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป และผู้บริโภค และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในด้านความปลอดภัยต่อประชาชนทั่วไปและผู้บริโภคนั้น ต้องนึกถึงความเป็นไปได้ที่ สิ่งมีชีวิตข้ามพันธุ์ เช่น เชื้อโรคที่ได้รับยีนใหม่ๆ เข้าไป โดยบังเอิญหรือจงใจก็แล้วแต่จะกระจาย ออกไปเป็นภัยต่อมนุษย์
ความเสี่ยงในการนำพืชข้ามพันธุ์มาใช้ ตัวอย่างเช่น พืชที่มียีนต้านแมลงอยู่ ข้อดี คือ เกษตรกรจะไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าแมลง ซึ่งอาจมีพิษต่อ สิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพของเกษตรกร ข้อเสีย ก็คือ หลายคนเป็นห่วงว่า ยีนดังกล่าวอาจมี ผลกระทบที่ไม่ต้องการ เช่ น
ไปทำอันตรายต่อแมลงที่เป็นประโยชน์ประเภทผึ้งหรือตัว
กล่าวโดยรวมแล้ว เทคโนโลยีชีวภาพแผนใหม่ทรงพลังสูง และมีศักยภาพมากต่อการส่งเสริมการเกษตร และ อุตสาหกรรม เกินกว่าที่จะปฏิเสธเสียแต่ต้นเพราะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้
อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคจะต้อง ได้รับข้อมูลที่ถูกที่ควรการติดฉลากอาหารที่มาจากสิ่งมีชีวิตข้ามพันธุ์นั้นเป็นสิ่งที่ควรทำทำนองเดียวกับอาหารฉายรังสี ที่เคยมีผู้เป็นห่วงว่าจะมีอันตรายต่อผู้บริโภค การติดฉลากระบุว่า เป็นอาหารฉายรังสี ทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือก
หากผู้บริโภคมีข้อมูลและทางเลือก ปัญหาก็จะค่อยๆ หมดไป
ผลกระทบที่เกิดจากการผลิต Lysozyme , Antimicrobial peptide , Proteome
มนุษย์ ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาล
สัตว์ ทำให้เกิดการผลิตยาตัวใหม่ที่ใช้ได้ในสัตว์มากชนิดกว่าเดิม
พืช ทำให้สามารถผลิตพืชที่ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
สิ่งแวดล้อม สารเคมีที่ใช้ผลิตสามารถสลายตัวเองได้ จึงไม่เกิดสารพิษตกค้าง
รายชื่อ web ที่น่าสนใจ
รูป
วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของเทคโนโลยีเสมือน (Virtualization Technology)
เทคโนโลยีเสมือน เป็นเทคโนโลยีที่สามารถทำให้เครื่องแม่ข่าย (Server) หนึ่งเครื่อง สามารถมีระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) หรือระบบเสมือน (Virtual System) อยู่ภายในเครื่องแม่ข่าย ได้มากกว่าหนึ่งระบบปฏิบัติการ โดยใช้วิธีการสร้างชั้น (Layer) ของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ทางกายภาพ (Hardware) กับระบบปฏิบัติการ ซึ่งเรียกว่า Hypervisor เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการให้ระบบปฏิบัติการหลายๆ ตัวในเครื่องสามารถใช้งานทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสีย
1. การใช้งานเครื่องเพียงเครื่องเดียว กรณีเกิดอุปกรณ์ เสียหาย มีผลทำให้ไม่สามารถให้บริการได้ ซึ่งจะต้องมีการซื้อเครื่อง อย่างน้อย สองเครื่อง เพื่อเป็นระบบสำรอง
2. เสียทรัพยากรบางส่วนให้กับระบบ ของเทคโนโลยีเสมือน
3. เทคโนโลยีเสมือนยังไม่สนับสนุนอุปกรณ์ที่มีขายภายในท้องตลอดทั้งหมด จะต้องตรวจสอบจากบริษัทเจ้าของระบบเทคโนโลยีเสมือนว่าอุปกรณ์ใดที่สามารถใช้งานได้บ้าง
4. เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะใหม่ในสายตาคนส่วนใหญ่ จึงทำให้การใช้งานเป็นไปได้ยากและก็กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงกัน
5. ผู้มีความรู้เรื่องระบบเสมือนภายในประเทศไทย ณ. เวลา นี้ ยังมีไม่มาก การแก้ปัญหาต่างๆ จะต้องพึ่งพาจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่ ก็ไม่น่าเกินความสามารถคนไทย นะครับ
6. ถึงจะมีให้ใช้ฟรีก็ตามแต่ถ้าต้องการ คุณสมบัติพิเศษ ต้องมีการเสียเงินเพื่อซื้อหามาใช้งาน
7. ราคาของลิขสิทธิ์แพงพอตัวเหมือนกัน
ข้อดี
1. ลดการใช้เครื่องแม่ข่ายลงได้อย่างมาก กรณีใช้ใน ศุนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือไม่ว่าจะเป็นบริษัทไม่ใหญ่ก็ตาม
2. สามารถเพิ่มเครื่องที่อยู่ภายในได้ตามต้องการจนกว่าเครื่องจะรับไม่ได้ แค่คุณมีเงินซื้อ HDD RAM และที่สำคัญก็คือลิขสิทธิ์ของระบบปฏิบัติการ ยกเว้น คุณใช้ของฟรี
3. ช่วยลดการบริหารจัดการเกี่ยวกับพื้นที่ในการจัดเก็บและดูแลเครื่องแม่ข่ายลงได้อย่างมาก ห้องเล็กๆอาจจะมีเครื่องแม่ข่ายอยู่เป็นร้อยก็ได้ นะ
4. ลดการใช้ระบบปรับอากาศลงได้อย่างมาก ทำให้ประหยัดไฟไปได้เยอะ เหลือเงินซื้อ HDD RAM เพิ่มอีกนะเนี่ย
5. ลดการใช้พลังงานลง เพราะตอนนี้ โรค เอ้ย โลกร้อน ทุกคนต้องช่วยกัน
6. ใช้งานระบบปฏิบัติการได้หลากหลาย
7. สนับสนุนระบบ vlan อยู่ภายในเทคโนโลยีเสมือน (บางยี่ห้ออาจทำไม่ได้นะต้องลองศึกษาดูนะ)
8. สนับสนุนระบบจัดเก็บข้อมูลประเภทต่าง ไม่ว่าจะ เป็น NAS , SAN เป็นต้น
9. มีระบบช่วยกระจายงานให้กับเครื่องแม่ข่ายที่ติดตั้งอยู่ โดยอย่างน้อยต้องต่อสองเครื่องขึ้นไป ไม่งั้นคงไม่ช่วยอะไร
10. กรณีทำการ ปรับปรุงเครื่องแม่ข่ายระบบสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง โดยการย้าย ไปทำที่เครื่องอื่นที่มีเทคโนโลยีเสมือน (เหมือนกันนะครับ ) ก่อน และเมื่อปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยสามารถย้ายกลับมาทำต่อที่เครืองเดิมได้ โดยไม่ต้องทำการปิดระบบ
11. ลดปัญหาเรื่องของ down time ลงได้อย่างมาก จนอาจจะเหลือศูนย์ เพราะถ้ามีปัญหาอะไรที่เกี่ยวกับตัวอุปกรณ์ เทคโนโลยีเสมือนจะทำการย้าย ระบบปฏิบัติการที่อยู่ภายในเครื่อง ที่มีปัญหามาอยู่บนเครื่องที่ไม่มีปัญหา และเมื่อแก้ปัญหาเสร็จก็ย้ายกลับมาเหมือนเดิม
12. กรณีมีการ update ระบบ แล้ว มีปัญหาไม่สามารถเปิดเครื่องขึ้นมาได้ หรือไม่สามารถแก้ปัญหา อะไรได้ ก็สามารถย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าได้ด้วย ซึ่งจะต้องทำการบันทึกไว้ก่อนนะ ไม่งั้นคงไม่สามารถช่วยอะไรท่านทั้งหลายได้ครับ ไม่ว่าจะมีของดี อย่างไร
13. มีระบบแจ้งเตือนไม่ว่าจะเป็นปัญหาของอุปกรณ์ และโหลดของระบบ ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
อย่างไร ก็ตาม เทคโนโลยีเสมือน จะสามารถใช้งานได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเราว่าเราได้ทำตามข้อกำหนดที่เกี่ยวกับงานเทคโนโลยีสารเทศของแต่ละบริษัทได้กำหนดไว้
รายละเอียดโดยรวมได้มาจากเทคโนโลยีของ VMware โดยได้ทดสอบกับ VMware ESXi ดังนั้น เทคโนโลยีเสมือนของบริษัทอื่นๆ ควรทำการศึกษาเพิ่มเดิมและเปรียบเทียบดูนะครับ ว่าความสามารถของซอฟท์แวร์ใดจะเหมาะกับความต้องการของหน่วยงานของท่านหรือไม่ อย่างไร
ข้อเสีย
1. การใช้งานเครื่องเพียงเครื่องเดียว กรณีเกิดอุปกรณ์ เสียหาย มีผลทำให้ไม่สามารถให้บริการได้ ซึ่งจะต้องมีการซื้อเครื่อง อย่างน้อย สองเครื่อง เพื่อเป็นระบบสำรอง
2. เสียทรัพยากรบางส่วนให้กับระบบ ของเทคโนโลยีเสมือน
3. เทคโนโลยีเสมือนยังไม่สนับสนุนอุปกรณ์ที่มีขายภายในท้องตลอดทั้งหมด จะต้องตรวจสอบจากบริษัทเจ้าของระบบเทคโนโลยีเสมือนว่าอุปกรณ์ใดที่สามารถใช้งานได้บ้าง
4. เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะใหม่ในสายตาคนส่วนใหญ่ จึงทำให้การใช้งานเป็นไปได้ยากและก็กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงกัน
5. ผู้มีความรู้เรื่องระบบเสมือนภายในประเทศไทย ณ. เวลา นี้ ยังมีไม่มาก การแก้ปัญหาต่างๆ จะต้องพึ่งพาจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่ ก็ไม่น่าเกินความสามารถคนไทย นะครับ
6. ถึงจะมีให้ใช้ฟรีก็ตามแต่ถ้าต้องการ คุณสมบัติพิเศษ ต้องมีการเสียเงินเพื่อซื้อหามาใช้งาน
7. ราคาของลิขสิทธิ์แพงพอตัวเหมือนกัน
ข้อดี
1. ลดการใช้เครื่องแม่ข่ายลงได้อย่างมาก กรณีใช้ใน ศุนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือไม่ว่าจะเป็นบริษัทไม่ใหญ่ก็ตาม
2. สามารถเพิ่มเครื่องที่อยู่ภายในได้ตามต้องการจนกว่าเครื่องจะรับไม่ได้ แค่คุณมีเงินซื้อ HDD RAM และที่สำคัญก็คือลิขสิทธิ์ของระบบปฏิบัติการ ยกเว้น คุณใช้ของฟรี
3. ช่วยลดการบริหารจัดการเกี่ยวกับพื้นที่ในการจัดเก็บและดูแลเครื่องแม่ข่ายลงได้อย่างมาก ห้องเล็กๆอาจจะมีเครื่องแม่ข่ายอยู่เป็นร้อยก็ได้ นะ
4. ลดการใช้ระบบปรับอากาศลงได้อย่างมาก ทำให้ประหยัดไฟไปได้เยอะ เหลือเงินซื้อ HDD RAM เพิ่มอีกนะเนี่ย
5. ลดการใช้พลังงานลง เพราะตอนนี้ โรค เอ้ย โลกร้อน ทุกคนต้องช่วยกัน
6. ใช้งานระบบปฏิบัติการได้หลากหลาย
7. สนับสนุนระบบ vlan อยู่ภายในเทคโนโลยีเสมือน (บางยี่ห้ออาจทำไม่ได้นะต้องลองศึกษาดูนะ)
8. สนับสนุนระบบจัดเก็บข้อมูลประเภทต่าง ไม่ว่าจะ เป็น NAS , SAN เป็นต้น
9. มีระบบช่วยกระจายงานให้กับเครื่องแม่ข่ายที่ติดตั้งอยู่ โดยอย่างน้อยต้องต่อสองเครื่องขึ้นไป ไม่งั้นคงไม่ช่วยอะไร
10. กรณีทำการ ปรับปรุงเครื่องแม่ข่ายระบบสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง โดยการย้าย ไปทำที่เครื่องอื่นที่มีเทคโนโลยีเสมือน (เหมือนกันนะครับ ) ก่อน และเมื่อปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยสามารถย้ายกลับมาทำต่อที่เครืองเดิมได้ โดยไม่ต้องทำการปิดระบบ
11. ลดปัญหาเรื่องของ down time ลงได้อย่างมาก จนอาจจะเหลือศูนย์ เพราะถ้ามีปัญหาอะไรที่เกี่ยวกับตัวอุปกรณ์ เทคโนโลยีเสมือนจะทำการย้าย ระบบปฏิบัติการที่อยู่ภายในเครื่อง ที่มีปัญหามาอยู่บนเครื่องที่ไม่มีปัญหา และเมื่อแก้ปัญหาเสร็จก็ย้ายกลับมาเหมือนเดิม
12. กรณีมีการ update ระบบ แล้ว มีปัญหาไม่สามารถเปิดเครื่องขึ้นมาได้ หรือไม่สามารถแก้ปัญหา อะไรได้ ก็สามารถย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าได้ด้วย ซึ่งจะต้องทำการบันทึกไว้ก่อนนะ ไม่งั้นคงไม่สามารถช่วยอะไรท่านทั้งหลายได้ครับ ไม่ว่าจะมีของดี อย่างไร
13. มีระบบแจ้งเตือนไม่ว่าจะเป็นปัญหาของอุปกรณ์ และโหลดของระบบ ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
อย่างไร ก็ตาม เทคโนโลยีเสมือน จะสามารถใช้งานได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเราว่าเราได้ทำตามข้อกำหนดที่เกี่ยวกับงานเทคโนโลยีสารเทศของแต่ละบริษัทได้กำหนดไว้
รายละเอียดโดยรวมได้มาจากเทคโนโลยีของ VMware โดยได้ทดสอบกับ VMware ESXi ดังนั้น เทคโนโลยีเสมือนของบริษัทอื่นๆ ควรทำการศึกษาเพิ่มเดิมและเปรียบเทียบดูนะครับ ว่าความสามารถของซอฟท์แวร์ใดจะเหมาะกับความต้องการของหน่วยงานของท่านหรือไม่ อย่างไร
วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554
อินเตอร์เน็ตขัดข้องทำไงดี
อินเตอร์เน็ตขัดข้องทำไงดี
หลายคนคงจะหงุดหงิดไม่ใช่น้อยเลย ถ้าเวลาที่เราต้องการใช้อินเตอร์เน็ต แต่ดันใช้ขึ้นมาไม่ได้ซะอย่างงั้น ทั้งๆที่ใช้อยู่ทุกวัน เกิดขัดข้อง เปิดเว็บไซต์ได้บ้างไม่ได้บ้าง รับส่ง E-mail หรือไม่ว่าจะเป็นอินเตอรืเน็ตหลุดบ่อยจนเกิดอาการเซ็งมากๆ หรือสำหรับคอเกมส์ออนไลน์ใช้งานไม่ได้ วันนี้เรามี 'วิธีแก้ไขเบื้องต้น' มาบอก จะได้แก้ไขไม่ต้องทนเสียอารมณ์อีกต่อไป
..ก่อนอื่นเพื่อนๆ ต้องเช็คดูก่อนนะคะว่า Router ของเรานั้นวางอยู่ในที่ ที่มีการระบายอากาศได้ดีหรือเปล่า เพราะ Router จะเกิดความร้อนสูงเมื่ออยู่ในที่ๆ อากาศระบายไม่ดีและที่สำคัญ อย่าเอาสิ่งของ หรือหนังสือ ไปว่างอยู่บน Router นะคะ
...สังเกตดูว่า Router ร้อนหรือป่าว
ก็เพราะ เมื่อเราใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานๆติดต่อกัน จะทำให้เกิดความร้อน ให้คุณลองปิด Router นะคะ ปิดทิ้งไว้ ประมาณ 5-10 นาที เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจะขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานของ Router
...ขั้วหลวมหรือเปล่า
ให้ตรวจสอบสายภายใน/ ตลับต่อสาย/จุดต่อพ่วงต่างๆว่ามีสภาพชำรุด ขึ้นสนิม ขาด ไม่พร้อมใช้งาน หรืออาจจะต่อไม่แน่น แล้วก็ตรวจสอบกล่องกันฟ้าที่อยู่ตรงหน้าบ้านด้วยนะคะ
...Virus ป่วน
ไวรัสตัวร้ายอาจจะทำให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหลุดบ่อยนะคะ ก็เป็นเพราะ ไวรัสบางตัวมีการเขียน ขึ้นมาเพื่อขัดขวางการทำงานของคอมพิวเตอร์ ทำให้มี session ถูกยกเลิก
...ลอง Restert เครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เราเปิดทำงานอาจมีความผิดปกติ
LAN CARD มีปัญหา หากว่ามีปัญหา ก็จะพบเครื่องหมายตกใจสีเหลือง หรือเครื่องหมายกากบาทสีแดง ขึ้นอยู่หน้าชื่อ LAN CARD แสดงว่าเป็นปัญหาจากเรื่องของอุปกรณ์การ์ดแลน หรือสายแลน
นี้เป็นการแก้ไขเบื้องต้นนะคะ ถ้าลองทำแล้วยังไม่ไดีขึ้น ก็ควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดูนะคะ จะได้ให้ช่างเขาแก้ไขอย่างถาวรไปเลย แต่จะเสียเวลาสักหน่อยนะคะ
เครดิต http://www.oknation.net/blog/print.php?id=380047
หลายคนคงจะหงุดหงิดไม่ใช่น้อยเลย ถ้าเวลาที่เราต้องการใช้อินเตอร์เน็ต แต่ดันใช้ขึ้นมาไม่ได้ซะอย่างงั้น ทั้งๆที่ใช้อยู่ทุกวัน เกิดขัดข้อง เปิดเว็บไซต์ได้บ้างไม่ได้บ้าง รับส่ง E-mail หรือไม่ว่าจะเป็นอินเตอรืเน็ตหลุดบ่อยจนเกิดอาการเซ็งมากๆ หรือสำหรับคอเกมส์ออนไลน์ใช้งานไม่ได้ วันนี้เรามี 'วิธีแก้ไขเบื้องต้น' มาบอก จะได้แก้ไขไม่ต้องทนเสียอารมณ์อีกต่อไป
..ก่อนอื่นเพื่อนๆ ต้องเช็คดูก่อนนะคะว่า Router ของเรานั้นวางอยู่ในที่ ที่มีการระบายอากาศได้ดีหรือเปล่า เพราะ Router จะเกิดความร้อนสูงเมื่ออยู่ในที่ๆ อากาศระบายไม่ดีและที่สำคัญ อย่าเอาสิ่งของ หรือหนังสือ ไปว่างอยู่บน Router นะคะ
...สังเกตดูว่า Router ร้อนหรือป่าว
ก็เพราะ เมื่อเราใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานๆติดต่อกัน จะทำให้เกิดความร้อน ให้คุณลองปิด Router นะคะ ปิดทิ้งไว้ ประมาณ 5-10 นาที เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจะขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานของ Router
...ขั้วหลวมหรือเปล่า
ให้ตรวจสอบสายภายใน/ ตลับต่อสาย/จุดต่อพ่วงต่างๆว่ามีสภาพชำรุด ขึ้นสนิม ขาด ไม่พร้อมใช้งาน หรืออาจจะต่อไม่แน่น แล้วก็ตรวจสอบกล่องกันฟ้าที่อยู่ตรงหน้าบ้านด้วยนะคะ
...Virus ป่วน
ไวรัสตัวร้ายอาจจะทำให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหลุดบ่อยนะคะ ก็เป็นเพราะ ไวรัสบางตัวมีการเขียน ขึ้นมาเพื่อขัดขวางการทำงานของคอมพิวเตอร์ ทำให้มี session ถูกยกเลิก
...ลอง Restert เครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เราเปิดทำงานอาจมีความผิดปกติ
LAN CARD มีปัญหา หากว่ามีปัญหา ก็จะพบเครื่องหมายตกใจสีเหลือง หรือเครื่องหมายกากบาทสีแดง ขึ้นอยู่หน้าชื่อ LAN CARD แสดงว่าเป็นปัญหาจากเรื่องของอุปกรณ์การ์ดแลน หรือสายแลน
นี้เป็นการแก้ไขเบื้องต้นนะคะ ถ้าลองทำแล้วยังไม่ไดีขึ้น ก็ควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดูนะคะ จะได้ให้ช่างเขาแก้ไขอย่างถาวรไปเลย แต่จะเสียเวลาสักหน่อยนะคะ
เครดิต http://www.oknation.net/blog/print.php?id=380047
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554
เกร็ดความรู้ - วิธีติดตามเมื่อถูกโกง ซื้อขายในอินเทอร์เน็ต
หลังจากไปแจ้งความแล้ว ให้ไปดาวโหลดแบบฟอร์ม แล้วยื่นเรื่องต่อ "ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโล ยี" เห็นจับได้มาหลายรายแล้วที่ฉ้อโกงผ่านทางเว็ปบอร์ดต่างๆ
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มการรับแจ้งเหตุ
2. จัดเตรียมเอกสาร ดังต่อไปนี้
2.1 แบบฟอร์มตาม 1
2.2 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2.3 สำเนาบันทึกประจำวัน กรณีได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว
2.4 เอกสารข้อความโฆษณาใน Web board ที่ผู้ต้องหาโพสท์ และทำให้ท่านหลงเชื่อ
2.5 เอกสารหลักฐานการโอนเงิน เช่น Slip หรือเอกสารอื่นในการโอนเงิน เช่น Statement / Online banking transaction
2.6 หลักฐานการติดต่อสื่อสาร เช่น หมายเลขติดต่อที่บันทึกไว้, ข้อความ (SMS) หรือEmail-Address เป็นต้น
2.7 หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็น
3. ระหว่างนี้ให้ท่านเดินทางมายื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ ตำรวจศูนย์ตรวจสอบและ วิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี อาคาร 33 ชั้น 4 สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 แขวงเขตปทุมวัน กทม. 10330 หากอยู่ต่างจังหวัด หรือไม่สะดวกให้ส่งเอกสารมาทางพัสดุไปรษณีย์ตามที่อยู่และกรุณาโทรแจ้งเรื่องส่งเอกสารมาที่ 02-2051889
ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจับโจรได้ที่นี่ http://upic.me/i/ir/dfrom.jpg
- ก่อนทำการซื้อสินค้า กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่า สินค้าและบริการ มีตัวตนจริง ไม่ว่าคนขาย จะอ้างว่า เป็นในนามบุคคล หรือบริษัทก็ตาม มิเช่นนั้น ท่านอาจต้องเสียเงินฟรี อย่ายอมเสี่ยง เพื่อแลกกับสินค้าราคาถูกกว่าความจริง!
- ในการพบปะ เพื่อติดต่อซื้อขาย โปรดระวังเหตุชิงทรัพย์ โดยหลีกเลี่ยง สถานที่เปลี่ยว, การไปพบปะ ตามลำพัง และโปรดระวัง การฉกฉวยสินค้าของท่าน
พกง. หรือพัสดุเก็บเงินปลายทาง ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ซื้อเสมอไป เพราะต้องจ่ายเงินก่อนที่จะเปิดดูของภายในได้ ซึ่งผู้ขายสามารถส่ง ก้อนหิน หรือ สิ่งอื่นที่มีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงมาแทนได้
วิธีสืบตัวคนร้ายด้วยตัวเองครับ (อันนี้ใครโดนโกงมาแล้วคันมือคันเท้าลองเลยครับ)
1.เริ่มสงสัยติดต่อไม่ได้ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า ผ่านไป 1-2 วันยังติดต่อไม่ได้ งานเข้าแน่ๆ
2.พอแน่ใจแล้วว่างานเข้า รีบไปแจ้งความแล้วส่งใบแจ้งความ แนบกับกระทู้ที่โดนโกงส่งให้ Admin ขอเลข IP ก่อนเลยนะคับ ขั้นตอนนี้ต้องทำก่อนเลย
3.นำเลข Ip ตรวจสอบว่าเป็นผู้ให้บริการ ที่ไหน เช่น TOT TT&T เป็นต้น เช็คได้จาก เน็ตเลยคับ ไม่ยากๆ
4.ทราบแล้วว่าเป็นโทรศัพท์เป็นของใคร TOT/TT&T ให้ไปแจ้งขอเบอร์บ้านด่วน โดยนำใบแจ้งความเบิกทางให้เราทั้งหมด
5.ได้เบอร์บ้านมา และที่อยู่มันก็ไม่ยากแล้วคับ แค่นี้ก็น่าจะเห็นแวว คนร้ายแล้วคับ
6.ถ้ามันใช้ร้านเน็ต ก็ขอภาพวงจรปิดได้จากร้านเลย หรือ รองสืบว่า ณ เวลานั้นเด็กคนไหนมาเล่นบ่อยๆ ทุกอย่าถ้าติดปัญหา เอาใบแจ้งความจัดการเลย
7.สืบจากเลขที่บัญชีว่าเป็นของใคร โดยไปหาที่ธนาคารว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง ขอทราบเบอร์ได้ไหม หรือสาขาที่เปิดบัญชี
8.ให้ตำรวจจัดการในเรื่องของบัญชีให้ว่า มีการจ่าย ถอดเบิกไปเมื่อไรหลังจากที่เราโอนแล้วก็ขอภาพจากกล้องวงจรปิด
เพียงเท่านี้ผมก็สามารถตามตัวคนร้ายได้ไม่ยากแล้วคับ ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าวัน คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวไอพวกโจรแล้วนะครับ
เครดิต http://www.mikemarang.com/index.php?topic=715.0
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มการรับแจ้งเหตุ
2. จัดเตรียมเอกสาร ดังต่อไปนี้
2.1 แบบฟอร์มตาม 1
2.2 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2.3 สำเนาบันทึกประจำวัน กรณีได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว
2.4 เอกสารข้อความโฆษณาใน Web board ที่ผู้ต้องหาโพสท์ และทำให้ท่านหลงเชื่อ
2.5 เอกสารหลักฐานการโอนเงิน เช่น Slip หรือเอกสารอื่นในการโอนเงิน เช่น Statement / Online banking transaction
2.6 หลักฐานการติดต่อสื่อสาร เช่น หมายเลขติดต่อที่บันทึกไว้, ข้อความ (SMS) หรือEmail-Address เป็นต้น
2.7 หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็น
3. ระหว่างนี้ให้ท่านเดินทางมายื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ ตำรวจศูนย์ตรวจสอบและ วิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี อาคาร 33 ชั้น 4 สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 แขวงเขตปทุมวัน กทม. 10330 หากอยู่ต่างจังหวัด หรือไม่สะดวกให้ส่งเอกสารมาทางพัสดุไปรษณีย์ตามที่อยู่และกรุณาโทรแจ้งเรื่องส่งเอกสารมาที่ 02-2051889
ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจับโจรได้ที่นี่ http://upic.me/i/ir/dfrom.jpg
- ก่อนทำการซื้อสินค้า กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่า สินค้าและบริการ มีตัวตนจริง ไม่ว่าคนขาย จะอ้างว่า เป็นในนามบุคคล หรือบริษัทก็ตาม มิเช่นนั้น ท่านอาจต้องเสียเงินฟรี อย่ายอมเสี่ยง เพื่อแลกกับสินค้าราคาถูกกว่าความจริง!
- ในการพบปะ เพื่อติดต่อซื้อขาย โปรดระวังเหตุชิงทรัพย์ โดยหลีกเลี่ยง สถานที่เปลี่ยว, การไปพบปะ ตามลำพัง และโปรดระวัง การฉกฉวยสินค้าของท่าน
พกง. หรือพัสดุเก็บเงินปลายทาง ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ซื้อเสมอไป เพราะต้องจ่ายเงินก่อนที่จะเปิดดูของภายในได้ ซึ่งผู้ขายสามารถส่ง ก้อนหิน หรือ สิ่งอื่นที่มีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงมาแทนได้
วิธีสืบตัวคนร้ายด้วยตัวเองครับ (อันนี้ใครโดนโกงมาแล้วคันมือคันเท้าลองเลยครับ)
1.เริ่มสงสัยติดต่อไม่ได้ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า ผ่านไป 1-2 วันยังติดต่อไม่ได้ งานเข้าแน่ๆ
2.พอแน่ใจแล้วว่างานเข้า รีบไปแจ้งความแล้วส่งใบแจ้งความ แนบกับกระทู้ที่โดนโกงส่งให้ Admin ขอเลข IP ก่อนเลยนะคับ ขั้นตอนนี้ต้องทำก่อนเลย
3.นำเลข Ip ตรวจสอบว่าเป็นผู้ให้บริการ ที่ไหน เช่น TOT TT&T เป็นต้น เช็คได้จาก เน็ตเลยคับ ไม่ยากๆ
4.ทราบแล้วว่าเป็นโทรศัพท์เป็นของใคร TOT/TT&T ให้ไปแจ้งขอเบอร์บ้านด่วน โดยนำใบแจ้งความเบิกทางให้เราทั้งหมด
5.ได้เบอร์บ้านมา และที่อยู่มันก็ไม่ยากแล้วคับ แค่นี้ก็น่าจะเห็นแวว คนร้ายแล้วคับ
6.ถ้ามันใช้ร้านเน็ต ก็ขอภาพวงจรปิดได้จากร้านเลย หรือ รองสืบว่า ณ เวลานั้นเด็กคนไหนมาเล่นบ่อยๆ ทุกอย่าถ้าติดปัญหา เอาใบแจ้งความจัดการเลย
7.สืบจากเลขที่บัญชีว่าเป็นของใคร โดยไปหาที่ธนาคารว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง ขอทราบเบอร์ได้ไหม หรือสาขาที่เปิดบัญชี
8.ให้ตำรวจจัดการในเรื่องของบัญชีให้ว่า มีการจ่าย ถอดเบิกไปเมื่อไรหลังจากที่เราโอนแล้วก็ขอภาพจากกล้องวงจรปิด
เพียงเท่านี้ผมก็สามารถตามตัวคนร้ายได้ไม่ยากแล้วคับ ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าวัน คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวไอพวกโจรแล้วนะครับ
เครดิต http://www.mikemarang.com/index.php?topic=715.0
รู้ไว้ใช่ว่า "กฎหมายว่าด้วยการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต"
บทความนี้จากหนังสือข่าว ส.ส.ท. โดย พรเทพ ทวีกาญจน์
เอามาลงเพื่อเป็นความรู้สำหรับคนเล่นอินเตอร์เน็ต
มาดูว่าการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต คืออะไร ก่อนที่จะพิจารณาถึงเรื่องนี้ควรจะพิจารณาก่อนว่า หมิ่นประมาทนั้น มีลักษณะการกระทำอย่างไร หมิ่นประมาทคือ การใส่ความผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ เช่น พูด เขียน พิมพ์ข้อความ หรือแสดงกริยาต่างๆ โดยการใส่ความดังกล่าวนั้น ต้องเป็นการกระทำให้บุคคลที่สามรับทราบ ซึ่งเป็นการกระทำให้ผู้ถูกใส่ความนั้น ได้รับความเสียหาย
ดังนั้น ผู้กระทำการหมิ่นประมาท จะมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา กล่าวคือ การหมิ่นประมาทนั้น ผู้กระทำผิดจะมีความหมายทางแพ่ง ฐานละเมิดตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ ผู้กระทำได้กล่าว หรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความที่ขัดต่อความเป็นจริง เป็นผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ
นอกจากนี้การหมิ่นประมาท ยังถูกบัญญัติให้เป็นความผิดหนึ่ง ในประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งลักษณะการกระทำคือ ผู้กระทำความผิดได้ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การพิจารณาข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทในทางอาญานั้น อาจเป็นความจริง หรือเท็จก็ได้ดังที่เคยมีคำกล่าวว่า "ยิ่งจริงยิ่งผิด" เพราะกฏหมาย มุ่งพิจารณาแต่เพียงว่าถ้ามีการกล่าวถึงบุคคลอื่น ในด้านที่ไม่ดีแล้ว ย่อมจะทำให้สังคมไม่สงบสุข ไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ความรับผิดทางอาญา และทางแพ่งมีข้อแตกต่าง ประการสำคัญทีสุด คือ หากข้อความที่กล่าวเป็นเรื่องเท็จ ผู้กระทำจะมีความผิดทางอาญา และต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง แต่ถ้าข้อความที่กล่าวเป็นจริง ผู้กระทำจะมีความผิดทางอาญา แต่ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง
กรณีความผิดทางอาญา ในการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต จะมีความผิดตามมาตรา 326 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมื่น หรือ ถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ"
หากนำข้อความ หรือภาพที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ไปลงไว้ในเว็บไซต์ คนทั่วไปย่อมสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ อันเป็นลักษณะของการโฆษณาด้วยภาพ หรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎด้วยวิธีใด อย่างหนึ่ง ซึ่งในมาตรา 329 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนต์ ภาพ หรือ ตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎ ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท" ผู้กระทำจะต้องได้รับโทษหนักกว่ามาตรา 326 เพราะการโฆษณาเป็นการทำให้ข้อความหรือภาพที่มีลักษระหมิ่นประมาทกระจายไปสู่ คนจำนวนมากกว่าการหมิ่นประมาททั่วๆ ไป
ความผิดสำเร็จในความผิดฐานหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ตนั้น จะถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อใด เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่ว่า "โดยประการที่ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมื่น หรือถูกเกลียดชัง" ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 326 นั้นไม่ใช่ผลของการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ต้องถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แต่จะพิจารณาว่าผิดสำเร็จ หรือไม่จากวิญญูชนทั่วไป (บุคคลทั่วไป) ว่าเมื่อได้รับทราบข้อความนั้นแล้ว เห็นว่าน่าจะเกิดความเสียหายแต่ผู้อื่นหรือไม่ ถ้าเห็นว่าน่าจะเสียหาย ผู้กระทำก็จะมีความผิดแล้ว แต่ถ้าบุคคลทั่วไปเห็นว่าไม่น่าจะเสียหายแต่ผู้อื่น ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด และต้องได้ข้อเท็จจริงว่า บุคคลที่สามรับทราบข้อความนั้นแล้ว จึงจะถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ
ถ้าบุคคลที่สามยังไม่ได้รับทราบข้อความนั้นเลย ก็เป็นแต่เพียงขั้นพยายามหมิ่นประมาทเท่านั้น คือ ผู้กระทำได้กระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เช่น นายเอก ส่งอีเมลล์ให้นายโท โดยมีข้อความหมิ่นประมาทนายตรี ถ้านายโทยังไม่เปิดอ่าน ถือว่านายเอกได้กระทำไปตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผล คือ นายโท ยังไม่ได้รับทราบข้อความนั้น จีงมีความผิดเพียงขั้นพยายามหมิ่นประมาทรับโทษเพียงสองในสาม แต่ถ้านายโทเปิดอ่านอีเมล์ฉบับดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่ามีบุคคลที่สามรับทราบข้อความแล้ว จึงเป็นความผิดสำเร็จโทษเต็มตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในกรณีเมื่อได้รับอีเมลล์ที่มีข้อความหมิ่นประมาท และได้ forward ต่อไปให้ผู้อื่น จะมีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ประเด็นนี้เกิดขึ้นได้บ่อยมากในปัจจุบัน เพราะสามารถทำการส่งข้อความหรือภาพ ที่เราได้รับมาไปให้เพือนหรือ คนรู้จักกันได้อีกไม่จำกัดจำนวน ประเด็นนี้สามารถเทียบเคียงได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที 2822/2515 ซึ่งมีข้อเท็จจริงคือ จำเลยแสดงข้อความในจดหมายที่ได้รับจากผู้อื่น โดยรู้อยู่ว่าจดหมายนั่นมีข้อความหมิ่นประมาท ถือได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท
เหตุที่มองว่าการ Forward-mail ไปให้ผู้อื่นถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะผู้กระทำนั้นเมื่อได้รับทราบข้อความ แล้วได้ทำการเผยแพร่ต่อไป เท่ากับเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการขยายความเสียหายออกไป อีกจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นเอง แล้วถ้าหาก Forward-mail ต่อไปให้บุคคลอื่นอีกหลายคน จะถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาที่ต้องรับโทษหนักขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 นั้น จะต้องพิจารณาจากการกระทำเป็นหลัก ว่าเป็นการโฆษณาหรือไม่ โดยไม่คำนึงถึงจำนวนบุคคลผู้รับข้อความ ว่าจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใด
เครดิต http://www.radompon.com
เอามาลงเพื่อเป็นความรู้สำหรับคนเล่นอินเตอร์เน็ต
มาดูว่าการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต คืออะไร ก่อนที่จะพิจารณาถึงเรื่องนี้ควรจะพิจารณาก่อนว่า หมิ่นประมาทนั้น มีลักษณะการกระทำอย่างไร หมิ่นประมาทคือ การใส่ความผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ เช่น พูด เขียน พิมพ์ข้อความ หรือแสดงกริยาต่างๆ โดยการใส่ความดังกล่าวนั้น ต้องเป็นการกระทำให้บุคคลที่สามรับทราบ ซึ่งเป็นการกระทำให้ผู้ถูกใส่ความนั้น ได้รับความเสียหาย
ดังนั้น ผู้กระทำการหมิ่นประมาท จะมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา กล่าวคือ การหมิ่นประมาทนั้น ผู้กระทำผิดจะมีความหมายทางแพ่ง ฐานละเมิดตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ ผู้กระทำได้กล่าว หรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความที่ขัดต่อความเป็นจริง เป็นผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ
นอกจากนี้การหมิ่นประมาท ยังถูกบัญญัติให้เป็นความผิดหนึ่ง ในประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งลักษณะการกระทำคือ ผู้กระทำความผิดได้ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การพิจารณาข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทในทางอาญานั้น อาจเป็นความจริง หรือเท็จก็ได้ดังที่เคยมีคำกล่าวว่า "ยิ่งจริงยิ่งผิด" เพราะกฏหมาย มุ่งพิจารณาแต่เพียงว่าถ้ามีการกล่าวถึงบุคคลอื่น ในด้านที่ไม่ดีแล้ว ย่อมจะทำให้สังคมไม่สงบสุข ไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ความรับผิดทางอาญา และทางแพ่งมีข้อแตกต่าง ประการสำคัญทีสุด คือ หากข้อความที่กล่าวเป็นเรื่องเท็จ ผู้กระทำจะมีความผิดทางอาญา และต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง แต่ถ้าข้อความที่กล่าวเป็นจริง ผู้กระทำจะมีความผิดทางอาญา แต่ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง
กรณีความผิดทางอาญา ในการหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ต จะมีความผิดตามมาตรา 326 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมื่น หรือ ถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ"
หากนำข้อความ หรือภาพที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ไปลงไว้ในเว็บไซต์ คนทั่วไปย่อมสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ อันเป็นลักษณะของการโฆษณาด้วยภาพ หรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎด้วยวิธีใด อย่างหนึ่ง ซึ่งในมาตรา 329 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาท ได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนต์ ภาพ หรือ ตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎ ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท" ผู้กระทำจะต้องได้รับโทษหนักกว่ามาตรา 326 เพราะการโฆษณาเป็นการทำให้ข้อความหรือภาพที่มีลักษระหมิ่นประมาทกระจายไปสู่ คนจำนวนมากกว่าการหมิ่นประมาททั่วๆ ไป
ความผิดสำเร็จในความผิดฐานหมิ่นประมาททางอินเตอร์เน็ตนั้น จะถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อใด เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่ว่า "โดยประการที่ทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมื่น หรือถูกเกลียดชัง" ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 326 นั้นไม่ใช่ผลของการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ต้องถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แต่จะพิจารณาว่าผิดสำเร็จ หรือไม่จากวิญญูชนทั่วไป (บุคคลทั่วไป) ว่าเมื่อได้รับทราบข้อความนั้นแล้ว เห็นว่าน่าจะเกิดความเสียหายแต่ผู้อื่นหรือไม่ ถ้าเห็นว่าน่าจะเสียหาย ผู้กระทำก็จะมีความผิดแล้ว แต่ถ้าบุคคลทั่วไปเห็นว่าไม่น่าจะเสียหายแต่ผู้อื่น ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด และต้องได้ข้อเท็จจริงว่า บุคคลที่สามรับทราบข้อความนั้นแล้ว จึงจะถือว่าเป็นความผิดสำเร็จ
ถ้าบุคคลที่สามยังไม่ได้รับทราบข้อความนั้นเลย ก็เป็นแต่เพียงขั้นพยายามหมิ่นประมาทเท่านั้น คือ ผู้กระทำได้กระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เช่น นายเอก ส่งอีเมลล์ให้นายโท โดยมีข้อความหมิ่นประมาทนายตรี ถ้านายโทยังไม่เปิดอ่าน ถือว่านายเอกได้กระทำไปตลอดแล้ว แต่ไม่บรรลุผล คือ นายโท ยังไม่ได้รับทราบข้อความนั้น จีงมีความผิดเพียงขั้นพยายามหมิ่นประมาทรับโทษเพียงสองในสาม แต่ถ้านายโทเปิดอ่านอีเมล์ฉบับดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่ามีบุคคลที่สามรับทราบข้อความแล้ว จึงเป็นความผิดสำเร็จโทษเต็มตามที่กฎหมายบัญญัติ
ในกรณีเมื่อได้รับอีเมลล์ที่มีข้อความหมิ่นประมาท และได้ forward ต่อไปให้ผู้อื่น จะมีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ประเด็นนี้เกิดขึ้นได้บ่อยมากในปัจจุบัน เพราะสามารถทำการส่งข้อความหรือภาพ ที่เราได้รับมาไปให้เพือนหรือ คนรู้จักกันได้อีกไม่จำกัดจำนวน ประเด็นนี้สามารถเทียบเคียงได้กับคำพิพากษาศาลฎีกาที 2822/2515 ซึ่งมีข้อเท็จจริงคือ จำเลยแสดงข้อความในจดหมายที่ได้รับจากผู้อื่น โดยรู้อยู่ว่าจดหมายนั่นมีข้อความหมิ่นประมาท ถือได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท
เหตุที่มองว่าการ Forward-mail ไปให้ผู้อื่นถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะผู้กระทำนั้นเมื่อได้รับทราบข้อความ แล้วได้ทำการเผยแพร่ต่อไป เท่ากับเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการขยายความเสียหายออกไป อีกจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นเอง แล้วถ้าหาก Forward-mail ต่อไปให้บุคคลอื่นอีกหลายคน จะถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาที่ต้องรับโทษหนักขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 นั้น จะต้องพิจารณาจากการกระทำเป็นหลัก ว่าเป็นการโฆษณาหรือไม่ โดยไม่คำนึงถึงจำนวนบุคคลผู้รับข้อความ ว่าจะมีจำนวนมากน้อยเพียงใด
เครดิต http://www.radompon.com
เกร็ดความรู้ : 5 อันดับ ภัยคุกคามทางอินเตอร์เน็ตจาก"ไวรัส-โทรจัน" ทีต้องระวัง
บิทเฟนเดอร์ ประเทศไทย หรือBitdefender (Thailand) ธุรกิจซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่มีประสิทธิภาพจากประเทศโรมาเนียเปิดเผยภัยร้ายรายเดือนที่กำลังคุกคามเครื่องคอมพิเตอร์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยงานนี้ บิทเฟนเดอร์ แล็ป ได้ทำการสรุป 5 อันดับเจ้าตัวร้าย ที่การแพร่กระจายมาจากโปรแกรมดาวโหลด (Torrent ) ที่เรียกกันว่า “Warez” และโปรแกรมการสื่อสารแบบเครื่องต่อเครื่อง หรือที่เรียกกันว่า “peer-to-peerplatform” ผ่านทางเว็บฟรีดาวน์โหลดต่าง ๆ(เว็บบิททอเร้นท์ ที่กำลังฮอตในหมู่นักท่องเน็ตในบ้านเรานั่นเอง)
เริ่มกันที่ อันดับที่ 1 Trojan.Clicker.CM ม้าโทรจันสายพันธุ์นี้พบมากในเว็บไซต์ที่มีการแชร์ไฟล์กัน เช่นเว็บทอร์แรนด์ต่าง ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “Warez” และพบมากในเว็บที่มีการโพสต์พวกโฆษณาและสื่อล่อลวงต่างๆ เช่น ลิงค์เว็บโป๊, ฟรีเกมส์ออนไลน์เป็นต้น
อันดับที่ 2 Trojan.AutorunInf.Gen เจ้าม้าโทรจันสายพันธุ์นี้จะติดมากับ อุปกรณ์ Removable ต่างๆ เช่น FashDrive, Memory Card,External Harddrive เป็นต้น โดยเจ้าโทรจันตัวนี้จะเข้าไปฝังตัวใน Win32.Worm.Downadup and Worm.Zimuseเพื่อเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ใช้ต้องพึงระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปโอนถ่ายข้อมูลกับบุคคลอื่น เพราะมีเปอร์เซ็นเสี่ยงสูงมาก
อันดับที่ 3 Win32.Worm.Downadup.Gen โดยเจ้าตัวร้ายตัวนี้ จะเข้ามาทาง Microsoft Windows Server Service RPC ผ่านทางรีโมทโค้ตมันจะจู่โจมเข้ามาในระบบเครือข่ายภายในองค์กร ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถอัพเดท Windowsและ ระบบ Securityได้ นอกจากนี้เจ้าวายร้ายยังปลอมตัวเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพื่อตบตาไม่ให้ผู้ใช้ทำการลบมันทิ้ง ดังนั้นวิธีการป้องกันเจ้าวายร้ายตัวนี้ คือการมั้นอัพเดทระบบและซอฟแวร์ป้องกันไวรัสบ่อยๆ ก็จะสามารถช่วยได้เลยทีเดียว
อันดับที่ 4 Exploit.PDF-JS.Gen ไวรัสสายพันธุ์นี้จะมาในรูปแบบของไฟล์PDF โดยจะเข้าไปในช่องโหว่ของโปรแกรม AdobePDF Reader เมื่อไฟล์ PDF ถูกเปิด Javascriptcode จะสั่งดาวโหลดอัตโนมัติและเมื่อนั้นเจ้าไวรัสสายพันธุ์นี้ก็จะเข้าไปจู่โจมทำลายหรือขโมยข้อมูลสำคัญจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต้องการดาวน์โหลด ไฟล์ PDF ขอให้ผู้ใช้ได้ทำการสแกนไฟล์ก่อนทำการเปิดใช้งานจะเป็นการช่วยป้องกันได้ในอีกสเตปหนึ่ง
อันดับที่ 5 Trojan.Wimad.Gen.1 พบมากบนเว็บที่ให้บริการดาวน์โหลดซอฟแวร์(Torrent)หรือไฟล์วีดีโอ, ไฟล์หนังต่าง ๆ(เว็บบิททอเร็นนั่นเอง)มันสามารถแฝงตัวและเชื่อมต่อกับ URL และดาวโหลดไวรัสแถมมาให้คุณตามCodec ของไฟล์วีดีโอนั้นๆ
สำหรับวิธีการป้องกันนั้น คงต้องแนะนำให้ผู้ใช้หมั่นทำการอัพเดทระบบหรือโปรแกรมรักษาความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งของคุณและเครือข่ายปลอดภัยจากภัยร้ายได้มากขึ้น
สรุปรายงานสิบอันดับสูงสุดของภัยคุกคามทางอินเตอร์เน็ตประจำเดือนมกราคม2553 โดย BitDefender:
ชื่อสายพันธุ์ไวรัส
1 Trojan.Clicker.CM 8,30
2 Trojan.AutorunINF.Gen 8,17
3 Win32.Worm.Downadup.Gn 6,18
4 Exploit.PDF-JS.Gen 5,76
5 Trojan.Wimad.Gen.1 4,30
6 Win32.Sality.OG 2,73
7 Trojan.Autorun.AET 2,01
8 Worm.Autorun.VHG 1,69
9 Trojan.Script.254568 1,40
เครดิต น.ส.พ.มติชน ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553
เริ่มกันที่ อันดับที่ 1 Trojan.Clicker.CM ม้าโทรจันสายพันธุ์นี้พบมากในเว็บไซต์ที่มีการแชร์ไฟล์กัน เช่นเว็บทอร์แรนด์ต่าง ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “Warez” และพบมากในเว็บที่มีการโพสต์พวกโฆษณาและสื่อล่อลวงต่างๆ เช่น ลิงค์เว็บโป๊, ฟรีเกมส์ออนไลน์เป็นต้น
อันดับที่ 2 Trojan.AutorunInf.Gen เจ้าม้าโทรจันสายพันธุ์นี้จะติดมากับ อุปกรณ์ Removable ต่างๆ เช่น FashDrive, Memory Card,External Harddrive เป็นต้น โดยเจ้าโทรจันตัวนี้จะเข้าไปฝังตัวใน Win32.Worm.Downadup and Worm.Zimuseเพื่อเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ใช้ต้องพึงระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปโอนถ่ายข้อมูลกับบุคคลอื่น เพราะมีเปอร์เซ็นเสี่ยงสูงมาก
อันดับที่ 3 Win32.Worm.Downadup.Gen โดยเจ้าตัวร้ายตัวนี้ จะเข้ามาทาง Microsoft Windows Server Service RPC ผ่านทางรีโมทโค้ตมันจะจู่โจมเข้ามาในระบบเครือข่ายภายในองค์กร ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถอัพเดท Windowsและ ระบบ Securityได้ นอกจากนี้เจ้าวายร้ายยังปลอมตัวเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพื่อตบตาไม่ให้ผู้ใช้ทำการลบมันทิ้ง ดังนั้นวิธีการป้องกันเจ้าวายร้ายตัวนี้ คือการมั้นอัพเดทระบบและซอฟแวร์ป้องกันไวรัสบ่อยๆ ก็จะสามารถช่วยได้เลยทีเดียว
อันดับที่ 4 Exploit.PDF-JS.Gen ไวรัสสายพันธุ์นี้จะมาในรูปแบบของไฟล์PDF โดยจะเข้าไปในช่องโหว่ของโปรแกรม AdobePDF Reader เมื่อไฟล์ PDF ถูกเปิด Javascriptcode จะสั่งดาวโหลดอัตโนมัติและเมื่อนั้นเจ้าไวรัสสายพันธุ์นี้ก็จะเข้าไปจู่โจมทำลายหรือขโมยข้อมูลสำคัญจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั้งหมด ดังนั้นเมื่อต้องการดาวน์โหลด ไฟล์ PDF ขอให้ผู้ใช้ได้ทำการสแกนไฟล์ก่อนทำการเปิดใช้งานจะเป็นการช่วยป้องกันได้ในอีกสเตปหนึ่ง
อันดับที่ 5 Trojan.Wimad.Gen.1 พบมากบนเว็บที่ให้บริการดาวน์โหลดซอฟแวร์(Torrent)หรือไฟล์วีดีโอ, ไฟล์หนังต่าง ๆ(เว็บบิททอเร็นนั่นเอง)มันสามารถแฝงตัวและเชื่อมต่อกับ URL และดาวโหลดไวรัสแถมมาให้คุณตามCodec ของไฟล์วีดีโอนั้นๆ
สำหรับวิธีการป้องกันนั้น คงต้องแนะนำให้ผู้ใช้หมั่นทำการอัพเดทระบบหรือโปรแกรมรักษาความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งของคุณและเครือข่ายปลอดภัยจากภัยร้ายได้มากขึ้น
สรุปรายงานสิบอันดับสูงสุดของภัยคุกคามทางอินเตอร์เน็ตประจำเดือนมกราคม2553 โดย BitDefender:
ชื่อสายพันธุ์ไวรัส
1 Trojan.Clicker.CM 8,30
2 Trojan.AutorunINF.Gen 8,17
3 Win32.Worm.Downadup.Gn 6,18
4 Exploit.PDF-JS.Gen 5,76
5 Trojan.Wimad.Gen.1 4,30
6 Win32.Sality.OG 2,73
7 Trojan.Autorun.AET 2,01
8 Worm.Autorun.VHG 1,69
9 Trojan.Script.254568 1,40
เครดิต น.ส.พ.มติชน ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553
วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554
การเปลี่ยนแปลง ของเปลือกโลก
การเปลี่ยนแปลง(แปรรูป) ของเปลือกโลก Diformation
แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่แบบรวดเร็วฉับพลัน (abrupt movements)
มักเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนทำให้เปลือกโลกจมตัวลงเป็นบริเวณกว้าง หรือเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือเคลือนที่ออกจากกันในแนวราบทำให้เกิดลุ่มน้ำขัง (swamps) หรือทะเลสาป เช่น ที่ราบลุ่มในภาคเหนือของประเทศไทย หรือที่ราบลุ่มตอนกลางที่เรียกว่าที่ราบลุ่มเจ้าพระยาของไทย
2. การเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนที่อย่างช้าๆ (slow movemants)
แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ เช่น แผ่นเปลือกโลกแปซิฟิคเคลื่อนที่ไปทางทิศเหนือ 5 เซนติเมตร/ปี เฉลี่ยทั้งโลก 5 - 8 เซนติเมตร/ปี
แผ่นเปลือกโลก
เปลือกโลก ประกอบด้วยแผ่นขนาดใหญ่ 6 - 10 แผ่น และมีแผ่นเล็ก ๆ ที่ประกอบกันขึ้นหลายๆแผ่นต่อกันเหมือนแผ่นกระเบื้อง <="" b="">
ถ้าเป็นเพลทที่ประกอบกันเป็นเปลือกโลกทวีป (continenental plate) มีความหนาประมาณ 50 - 100 กิโลเมตร เคลื่อนที่เร็ว ประมาณ 2 เซนติเมตร/ปี
ถ้าเป็นแผ่นเปลือกโลกที่ประกอบกันเป็นเปลือกโลกมหาสมุทร (oceanic plate) จะมีความหนาประมาณ 10 - 20 กิโลเมตรเคลื่อนที่เร็วประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร/ปี
ลักษณะที่แผ่นเปลือกโลกกระทำต่อกัน
1. การชนกันหรือเคลื่อนเข้าหากัน
จะทำให้เเพลทใดเพลทหนึ่งมุดหัวทิ่มลงขณะที่อีกเพลทเงยหัวสูงขึ้น(ไม่ใช่ชนช้างนะจารย์ ^_^...แหมไม่รู้จะบอกอย่างไรจึงจะให้นึกภาพออกง่ายๆ...^_^.. เรียกสภาวะแบบนี้ว่า convergent bounderies และมักทำให้เกิดเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดยาวเช่นเทือกเขาหิมาลัย ถ้าเกิดในมหาสมุทรจะทำให้เกิดร่องลึกกลางสมุทร (deep ocean trench) เป็นอาศัยของสัตวฺประหลาดและมนุษย์ต่างดาว ^_^....
2. แบบที่เพลทเคลื่อนแยกจากกัน (divergent bounderies )
จะให้เกิดแนวหินใหม่ขึ้นบริเวณที่มีการแยก หรือที่เรียกว่าสันเขากลางสมุทร (mid oceanic ridge)
3. แบบเคลื่อนที่ผ่านกันหรือเฉียด ๆ กันไป
เหมือนรถสองคันที่วิ่งเฉียดกันไปขนิดผิวแตะกัน แต่เพลทผ่านกันด้วยความเร็วเพียง 10-20 เซนติเมตร จึงไม่ก่อให้เกิดกรณีเฉี่ยวชนให้เป็นที่หวาดเสียวกันแต่ประการใด ยิ่งกรณีชนแล้วหนี ปาดหน้าในระยะกระชั้นชิดยิ่งไม่มี
เปลือกโลกทวีปแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1.ส่วนที่เป็นภาวะคงตัว
คือส่วนที่เป็นภูเขาเก่าแก่ประกอบด้วยหินเก่าเป็นบริเวณที่มีมากกว่าส่วนที่ไม่คงตัว มีการเคลื่อนไหวน้อยมากตรวจดูหินจะมีอายุมากกว่าแบบภาวะไม่คงตัวแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.1 หินฐานทวีป
เป็นส่วนฐานของทวีป อยู่ในระดับต่ำประกอบด้วยหินอัคนีและหินแปร เกิดจากหินเก่าแก่ พื้นที่เป็นเนินเขาระดับต่ำหรือที่ราบสูงระดับต่ำ แต่ก็อาจมีบางที่ยกตัวขึ้น
1.2 รากภูเขา(ภูเขาก็มีรากเน้าะ..)
เป็นส่วนของหินฐานทวีป แต่มีหินที่เกิดจากซากเทือกเขารุ่นก่อนแทรกอยู่เรียกว่าเก่าหนักเข้าไปอีก..และถูกอัดบีบอย่างรุนแรงจนกลายเป็นภูเขาหินแปร
ที่มีรูปร่างเป็นสันเขาแคบยาวสูงจากทะเลไม่เกิน 1000 เมตร
2. ส่วนที่เป็นภาวะไม่คงตัว
คือส่วนที่กำลังก่อเกิดเป็นเทือกเขาเนื่องกระบวนการทางธรณีวิทยา เช่น บริเวณที่มีภูเขาไฟจะทำให้เกิดภูเขาที่ประกอบด้วยหินภูเขาไฟสะสมตัวกันจนเกิดเป็นเทือกเขาขึ้น ภูเขาพวกนี้อายุยังน้อย(เมื่อเทียบกับโลก ไม่ใช่เทียบกันคน ^_^ ) เกิดจากลาวา แมกมา หรือ ทีฟรา(เศษหินภูเขาไฟขนาดต่างๆ)
นอกจากนี้ยังมีส่วนที่มีการแปรของโครงสร้าง
คือการที่เปลือกโลกเกิดการแตกหัก โค้งงอ จากแรงดันตัวภายในโลก บางที่อาจยกตัวขึ้นกลายเป็นภูเขาหรือที่ราบศุง บางที่อาจยุบตัวลงกลายเป็นที่ราบลุ่มหรือแอ่ง ภูเขาแบบนี้เกิดขึ้นมากในมหายุคซีโนโซอิก มักจะเป็นภูเขาที่สลับซับซ้อนทุรกันดาร บางทีเรียกเทือกเขาที่มีรูปแบบนี้ว่า "เทือกเขาแอลไพน์"
เนื่องจากมีลักษณะโค้งงอหรือหลาย ๆ อย่างคล้ายกับเทือกเขาแอลป์ในยุโรปกลาง พบตามรอยต่อเขตรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ทวิปอเมริกาเหนือ เช่น เทือกเขา แอนดีส หรือถ้าอยู่ในมหาสมุทรก็จะเป็นหมู่เกาะที่มีลักษณะโค้งงอ เช่น หมู่เกาะญี่ปุ่น หมู่เกาะฟิลิบปิน หมูเกาะอาลิวเซียน เป็นต้น
ขอขอบคุณ ข้อมูลที่มีประโยชน์จาก เว็บไซต์ กิตติยาดอทคอม
เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้บนโลกอินเตอร์เน็ต
แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่แบบรวดเร็วฉับพลัน (abrupt movements)
มักเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนทำให้เปลือกโลกจมตัวลงเป็นบริเวณกว้าง หรือเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือเคลือนที่ออกจากกันในแนวราบทำให้เกิดลุ่มน้ำขัง (swamps) หรือทะเลสาป เช่น ที่ราบลุ่มในภาคเหนือของประเทศไทย หรือที่ราบลุ่มตอนกลางที่เรียกว่าที่ราบลุ่มเจ้าพระยาของไทย
2. การเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนที่อย่างช้าๆ (slow movemants)
แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ เช่น แผ่นเปลือกโลกแปซิฟิคเคลื่อนที่ไปทางทิศเหนือ 5 เซนติเมตร/ปี เฉลี่ยทั้งโลก 5 - 8 เซนติเมตร/ปี
แผ่นเปลือกโลก
เปลือกโลก ประกอบด้วยแผ่นขนาดใหญ่ 6 - 10 แผ่น และมีแผ่นเล็ก ๆ ที่ประกอบกันขึ้นหลายๆแผ่นต่อกันเหมือนแผ่นกระเบื้อง <="" b="">
ถ้าเป็นเพลทที่ประกอบกันเป็นเปลือกโลกทวีป (continenental plate) มีความหนาประมาณ 50 - 100 กิโลเมตร เคลื่อนที่เร็ว ประมาณ 2 เซนติเมตร/ปี
ถ้าเป็นแผ่นเปลือกโลกที่ประกอบกันเป็นเปลือกโลกมหาสมุทร (oceanic plate) จะมีความหนาประมาณ 10 - 20 กิโลเมตรเคลื่อนที่เร็วประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร/ปี
ลักษณะที่แผ่นเปลือกโลกกระทำต่อกัน
1. การชนกันหรือเคลื่อนเข้าหากัน
จะทำให้เเพลทใดเพลทหนึ่งมุดหัวทิ่มลงขณะที่อีกเพลทเงยหัวสูงขึ้น(ไม่ใช่ชนช้างนะจารย์ ^_^...แหมไม่รู้จะบอกอย่างไรจึงจะให้นึกภาพออกง่ายๆ...^_^.. เรียกสภาวะแบบนี้ว่า convergent bounderies และมักทำให้เกิดเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดยาวเช่นเทือกเขาหิมาลัย ถ้าเกิดในมหาสมุทรจะทำให้เกิดร่องลึกกลางสมุทร (deep ocean trench) เป็นอาศัยของสัตวฺประหลาดและมนุษย์ต่างดาว ^_^....
2. แบบที่เพลทเคลื่อนแยกจากกัน (divergent bounderies )
จะให้เกิดแนวหินใหม่ขึ้นบริเวณที่มีการแยก หรือที่เรียกว่าสันเขากลางสมุทร (mid oceanic ridge)
3. แบบเคลื่อนที่ผ่านกันหรือเฉียด ๆ กันไป
เหมือนรถสองคันที่วิ่งเฉียดกันไปขนิดผิวแตะกัน แต่เพลทผ่านกันด้วยความเร็วเพียง 10-20 เซนติเมตร จึงไม่ก่อให้เกิดกรณีเฉี่ยวชนให้เป็นที่หวาดเสียวกันแต่ประการใด ยิ่งกรณีชนแล้วหนี ปาดหน้าในระยะกระชั้นชิดยิ่งไม่มี
เปลือกโลกทวีปแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1.ส่วนที่เป็นภาวะคงตัว
คือส่วนที่เป็นภูเขาเก่าแก่ประกอบด้วยหินเก่าเป็นบริเวณที่มีมากกว่าส่วนที่ไม่คงตัว มีการเคลื่อนไหวน้อยมากตรวจดูหินจะมีอายุมากกว่าแบบภาวะไม่คงตัวแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.1 หินฐานทวีป
เป็นส่วนฐานของทวีป อยู่ในระดับต่ำประกอบด้วยหินอัคนีและหินแปร เกิดจากหินเก่าแก่ พื้นที่เป็นเนินเขาระดับต่ำหรือที่ราบสูงระดับต่ำ แต่ก็อาจมีบางที่ยกตัวขึ้น
1.2 รากภูเขา(ภูเขาก็มีรากเน้าะ..)
เป็นส่วนของหินฐานทวีป แต่มีหินที่เกิดจากซากเทือกเขารุ่นก่อนแทรกอยู่เรียกว่าเก่าหนักเข้าไปอีก..และถูกอัดบีบอย่างรุนแรงจนกลายเป็นภูเขาหินแปร
ที่มีรูปร่างเป็นสันเขาแคบยาวสูงจากทะเลไม่เกิน 1000 เมตร
2. ส่วนที่เป็นภาวะไม่คงตัว
คือส่วนที่กำลังก่อเกิดเป็นเทือกเขาเนื่องกระบวนการทางธรณีวิทยา เช่น บริเวณที่มีภูเขาไฟจะทำให้เกิดภูเขาที่ประกอบด้วยหินภูเขาไฟสะสมตัวกันจนเกิดเป็นเทือกเขาขึ้น ภูเขาพวกนี้อายุยังน้อย(เมื่อเทียบกับโลก ไม่ใช่เทียบกันคน ^_^ ) เกิดจากลาวา แมกมา หรือ ทีฟรา(เศษหินภูเขาไฟขนาดต่างๆ)
นอกจากนี้ยังมีส่วนที่มีการแปรของโครงสร้าง
คือการที่เปลือกโลกเกิดการแตกหัก โค้งงอ จากแรงดันตัวภายในโลก บางที่อาจยกตัวขึ้นกลายเป็นภูเขาหรือที่ราบศุง บางที่อาจยุบตัวลงกลายเป็นที่ราบลุ่มหรือแอ่ง ภูเขาแบบนี้เกิดขึ้นมากในมหายุคซีโนโซอิก มักจะเป็นภูเขาที่สลับซับซ้อนทุรกันดาร บางทีเรียกเทือกเขาที่มีรูปแบบนี้ว่า "เทือกเขาแอลไพน์"
เนื่องจากมีลักษณะโค้งงอหรือหลาย ๆ อย่างคล้ายกับเทือกเขาแอลป์ในยุโรปกลาง พบตามรอยต่อเขตรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ทวิปอเมริกาเหนือ เช่น เทือกเขา แอนดีส หรือถ้าอยู่ในมหาสมุทรก็จะเป็นหมู่เกาะที่มีลักษณะโค้งงอ เช่น หมู่เกาะญี่ปุ่น หมู่เกาะฟิลิบปิน หมูเกาะอาลิวเซียน เป็นต้น
ขอขอบคุณ ข้อมูลที่มีประโยชน์จาก เว็บไซต์ กิตติยาดอทคอม
เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้บนโลกอินเตอร์เน็ต
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)









